Hosting Thanks: THAIHOSTWEB.COM

 


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 

 

หน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง


1. ประวัติความเป็นมา


                  หน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง  เป็นหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 เป็นต้นมา แต่เดิมนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกองบำรุง กรมป่าไม้   ในปี พ.ศ.2520 ได้โอนเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของกองอนุรักษ์ต้นน้ำ (เดิม)  กรมป่าไม้  ต่อมาในปี พ.ศ 2546 ได้โอนย้ายไปสังกัดสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 มีพื้นที่รับผิดชอบดำเนินการประมาณ  202 ตารางกิโลเมตร หรือ 126,250 ไร่ เป็นพื้นที่ต้นน้ำขุนคอง ซึ่งไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่แตง และลุ่มน้ำปิงตามลำดับ ประวัติการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณลุ่มน้ำ โดยอาศัยคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า  แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม ไม่เคยมีการทำไม้เลย เพราะการคมนาคมห่างไกล ประกอบกับความต้องการในการนำไม้ออกมาทำประโยชน์มีน้อย ต่อมาชาวเขาเผ่าแม้วได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้เป็นเผ่าแรกได้ถางป่าทำไร่   ปลูกฝิ่น ปลูกข้าวโพด ปลูกข้าวไร่ เมื่อดินเสื่อมคุณภาพแล้วก็อพยพโยกย้ายไปหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์แห่งใหม่ต่อไป ทิ้งพื้นที่เดิมให้เป็นไร่ร้าง  หลังจากนั้นพื้นที่ป่าบางส่วนก็กลายเป็นหญ้าคาและบางส่วนซึ่งไม่ถูกรบกวนก็จะฟื้นฟูตัวเองโดยทางธรรมชาติ  ทำให้สภาพป่าและที่ดินบางส่วนมีสภาพดีขึ้น   จึงมีชาวเขาเผ่ามูเซอและลีซอ อพยพเข้ามาครอบครองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและทำกิน  สำหรับพื้นที่บางส่วนที่ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ก็ยังคงมีสภาพเป็นป่า หญ้าคาและไร่ร้าง   เป็นจำนวนมาก กรมป่าไม้ จึงได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา เมื่อปี พ.ศ.2507 เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่ถูกบุกรุกทำลาย
 

รายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยฯ

 

1. นายเผดิม   สุนทราณู พ.ศ. 2507 – 2508
2. นายประสิทธิ์  คล้ายทอง   พ.ศ. 2508 – 2514
3. นายชัยวัฒน์ ผ่องโสภา พ.ศ. 2514 – 2517
4. นายสมจินต์  เรืองกิจ    พ.ศ. 2517 – 2518
5. นายชัยวัฒน์  ผ่องโสภา   พ.ศ. 2518 – 2530
6. นายธรรมนูญ  แก้วอำพุท   พ.ศ. 2530 – 2536
7. นายมนัส   เตชาเสถียร   พ.ศ. 2536 – 2542
8. นายมนัส รวดเร็ว    พ.ศ. 2542 – ปัจจุบัน

 

2. ที่ตั้งและอาณาเขต


                   หน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ตั้งอยู่ในบริเวณตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว และตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่  อยู่ในระหว่างเส้นรุ้งที่ 98o  43/ – 98o  54/  N   และเส้นแวงที่ 19o  25/ – 19o  25/ E ที่ทำการตั้งอยู่ที่พิกัด x479415E  Y 2157035 N ที่เส้นรุ้งที่ 98o 48/ 3// N   และเส้นแวงที่ 19o  30/ 24//  E  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,240  เมตร มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด  202 ตารางกิโลเมตร  หรือ  126,250 ไร่   โดยอยู่ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว  จำนวน     99.90     ตารางกิโลเมตร  หรือ   62,437 ไร่     ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง   จำนวน  98.70   ตารางกิโลเมตร หรือ    61,688 ไร่   และ นอกเขตป่าอนุรักษ์  จำนวน  3.40   ตารางกิโลเมตร   หรือ    2,125   ไร่  มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ 

 

ทิศเหนือ ติดต่อ   สันห้วยแม่ป๋องแง่บนและ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่แตง
ทิศใต้  ติดต่อ   สันปันน้ำดอยนางกะแตะ และ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลาหลวง
ทิศตะวันออก ติดต่อ   ดอยสันอีแคะ และ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย
ทิศตะวันตก ติดต่อ   หน่วยจัดการต้นน้ำดอยสามหมื่นและแม่น้ำแตง


3.  เส้นทางคมนาคม 


                  การเดินทางโดยรถยนต์  สามารถเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่  ไปตามถนนสายเชียงใหม่ – ฝาง  แยกเข้าเมืองงาย   ตรงกิโลเมตรที่ 79  จากเมืองงาย ไปบ้านแม่จา ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร แยกบ้านแม่จาไปตามถนนสายแม่จา – เวียงแหง ถึงหน่วยฯ ระยะทางประมาณ  27 กิโลเมตร   รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 116 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2   ชั่วโมง 30 นาที

 

4. ลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพ


                   พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน   มีพื้นที่ราบเพียงเล็กน้อยระหว่างหุบเขาและบางบริเวณเป็นพื้นที่ราบขนานไปตามแนวลำห้วยสลับกับพื้นที่เนินเขา  มีหินโผล่   โขดหิน   ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ระหว่าง 760 – 1,500 เมตร มียอดดอยที่สำคัญ คือ ดอยกำพร้า ดอยแม่แตะ ดอยเลาวูและดอยจิ๊กจ๋อง ภูเขาสูงเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย  มีลำธารสายหลัก คือ ลำน้ำคอง เป็นลำน้ำสำคัญไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ แยกเป็น 2 สาย คือ ลำน้ำคองแง่ขวาและลำน้ำคองแง่ซ้าย      ลำน้ำคองจะไหลลงสู่ลำน้ำแม่แตง  ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำปิง มีลำธารเป็นลักษณะ  Dendritic Pattern  มีที่ราบบริเวณสองฝากฝั่งน้ำและระหว่างหุบเขา

 

5. ลักษณะทางธรณีวิทยา


                    บริเวณลุ่มน้ำคอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ทางด้านตอนเหนือและตะวันตกของพื้นที่ เป็นหินชั้นและหินแปร ชุดหินตะนาวศรี ในยุคไซลูเชียนดีโวเบียน และตอนล่างคาร์บอนิฟอรัส  ชุดหินแก่งกระจาน ประกอบด้วย  หินดินดานสีเทาเข้มหรือหินชนวนหรือ      หินทรายสีจาง ๆ เนื้อปนด้วยกรวดของแร่ควอตซ์ ยังมีซากสัตว์ในยุคดีโวเนียนและคาร์บอนนิฟอร์รัสปนอยู่ด้วย และส่วนที่สองทางใต้และตะวันออกบริเวณลุ่มน้ำคองเป็นหินอัคนี  หินแกรนิต และหินโนไดโรท์  ซึ่งเกิดในยุคไตรแอสสิก

 

6. ลักษณะทางปฐพีวิทยา


                    เป็นแบบพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อน (Slope complex) โดยทั่วไปเป็นสภาพพื้นที่ที่มีความลาดชัน ตั้งแต่ 30 เปอร์เซนต์ขึ้นไป ประกอบไปด้วยดินหลายชนิดมีทั้งดินลึกและดินตื้น  บางแห่งมีก้อนกรวดและก้อนหินปะปนอยู่ในเนื้อดินหรือกระจัดกระจายอยู่ตามผิวดิน มีการระบายน้ำดี จนถึงมีการระบายน้ำมากเกินไป ส่วนใหญ่เป็นดินที่จัดอยู่ในกลุ่ม Palehumults  และ Paleustults ดินบริเวณลุ่มน้ำคองมี เนื้อดินจัดอยู่ในประเภท Sand Clay Loam, Clay Loam และ Loam ความหนาแน่นรวมต่ำ (0.86 – 1.071 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) ความหนาแน่นอนุภาคอยู่ในช่วง 2.48 – 2.59 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร  และความพรุนรวมอยู่ในช่วง 58.24 – 65.44 เปอร์เซ็นต์ ความสามารถในการอุ้มน้ำสูงสุดของดินอยู่ในช่วง 49 – 55 เปอร์เซ็นต์ ปฏิกิริยาดินมีสภาพเป็นกรดจัดถึงกรด     จัดมาก (pH 4.2 – 5) ธาตุอาหารในดินมีอินทรีย์วัตถุอยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึงสูงมาก (3.55 – 6.43 เปอร์เซ็นต์) ปริมาณฟอสฟอรัสในดิน     ค่อนข้างต่ำถึงค่อนข้างสูง ( 7.19 – 25.17 มิลลิกรัมต่อลิตร)  ปริมาณโปแตสเซียม    อยู่ในระดับสูงมาก (147 – 283 มิลลิกรัมต่อลิตร) ส่วนปริมาณแคลเซียมจัดอยู่ในระดับต่ำมากถึง  ปานกลาง (197 – 1,215 มิลลิกรัมต่อลิตร)  และแมกนีเซียมมีค่าอยู่ในช่วงต่ำถึงปานกลาง   (96 – 284 มิลลิกรัมต่อลิตร)  ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพดินที่เป็นกรด  ความลึกของดินประมาณ 75-90  เซนติเมตร (พิณทิพย์และคณะ, 2541)


7. ลักษณะทางพืชพรรณ 


                ทรัพยากรป่าไม้ สามารถจำแนกเป็น  2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่


                 1.  ป่าไม่ผลัดใบ  (Evergreen Forest)  เป็นป่าที่มีใบเขียวตลอดปีไม่มีการผลัดใบในฤดูแล้ง ซึ่งป่าที่พบในพื้นที่ 3 ชนิดด้วยกัน  ในระดับสูงกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล คือ


                         1.1  ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) ป่าชนิดนี้มักพบอยู่บริเวณความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป เป็นป่าที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญที่สุด ชนิดพรรณไม้ที่พบได้แก่  ก่อเดือย     ก่อแป้น  ทะโล้  จำปีป่า หว้า  ไก๋ มณฑาดอย   อบเชย   มะมุ่น  กำยาน  มะขามป้อมดง กำลังเสือโคร่ง ไม้พื้นล่าง    ที่พบส่วนมากจะเป็นพวกเฟิร์น  มอส และต้นกุหลาบป่า (Rhododendron spp.) ขึ้นปะปนอยู่


                         1.2  ป่าดิบชื้น (Tropical rain Forest)  เป็นป่าธรรมชาติที่พบขึ้นอยู่บริเวณริม  ลำห้วย หุบเขา ชนิดพรรณไม้ที่พบประกอบด้วย ตะเคียน รัก ก่อ ทะโล้ หวาย  ไม้ไผ่ และเถาวัลย์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ปะปนเป็นจำนวนมาก


                         1.3  ป่าสน (coniferous Forest) เป็นป่าที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่ดินค่อนข้างขาดความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งป่าสนนี้จะพบกระจายทั่วไปเป็นหย่อม ๆ   ในบริเวณภูเขาสูง    พรรณไม้ที่พบ ได้แก่   สนสามใบ สนสองใบ และในบางพื้นที่มี ไม้เหียง ไม้พลวง และไม้ก่อ ขึ้นปะปนอยู่สำหรับพืชชั้นล่าง มีหญ้าชนิดต่าง ๆ


                 2 .ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) เป็นป่าที่มีการผลัดใบหรือทิ้งใบในฤดูแล้งซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไป ได้แก่


                         2.1  ป่าเบญจพรรณ (Mixed deciduous forest ) เป็นป่าค่อนข้างโปร่งมีพรรณไม้ขึ้นอยู่กระจาย ไม่หนาแน่นนัก มีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่พรรณไม้ที่พบได้แก่ ยมหอม ยมหิน เก็ดแดง เก็ดดำ  ซ้อ รกฟ้า เสี้ยว ติ้ว ทะโล้ มะขามป้อม ประดู่ มะกอก มะเกิ้ม โมกมัน งิ้วป่า เป็นต้น ส่วนพืชพื้นล่างเป็นพวกหญ้ากก  ไผ่ชนิดต่าง ๆ


                        2.2  ป่าเต็งรัง ( Dry Dipterocarp forest)  เป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดเล็ก และขนาดกลางขึ้นกระจัดกระจาย ชนิดพรรณไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง แสลงใจ มะขามป้อม เป็นต้น


                        2.3  ป่าหญ้า (Savanna Forest)  เป็นป่าที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ป่าธรรมชาติชนิดต่าง ๆ ได้ถูกทำลายไปหมด ดินมีสภาพเสื่อมโทรม ต้นไม้ไม่อาจขึ้นหรือเจริญเติบโตต่อไปได้ พวกหญ้าต่าง ๆ จึงเข้ามาแทนที่ ซึ่งหญ้าที่พบส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา สาบเสือ หญ้าเพ็ด


 ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน


                1. ป่าดิบเขา มีความหนาแน่น 1,017 ต้นต่อแฮกแตร์  พรรณไม้สำคัญประกอบด้วย  ไม้ทะโล้   ไก๋  ก่อแป้น ก่อเดือย  เหมือด  มะขามดำและสนสามใบ  โดยไม้ทะโล้เป็นไม้เด่น (วีระ, 2536)


                2. ป่าดิบชื้น เป็นป่าธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ตามริมลำห้วย ประกอบด้วย ไม้ก่อ ไม้ทะโล้ หวาย  ไผ่ กล้วยป่า     

                                                                                                 
                3. พื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่ที่เกิดจาการทำลายป่าแล้วเผา เพื่อทำไร่เลื่อนลอย บางแห่งได้จากการแผ้วถางไร่ร้างเก่า ได้แก่ การทำนา ไร่ข้าวโพด ไร่ท้อ ไร่เผือก ไร่มันฝรั่ง  ไร่ฝิ่น สาลี บ๊วย พลับ กระหล่ำ  ผักกาดขาวปลี


                4. ไร่ร้าง เป็นพื้นที่ไร่เลื่อนลอยเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ มีการทดแทนด้วยลูกไม้ป่าธรรมชาติ  ป่าหญ้าคา  และต้นสาปหมา


                5. สวนป่าสนสามใบ ปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 – 2535  ไม้พื้นล่างประกอบด้วย  สาปหมา เฟิร์น  หญ้าช้าง  หญ้ากก  และหญ้าไผ่

 

 

 8. ลักษณะภูมิอากาศ 


            ลักษณะทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำคอง มีลักษณะเป็นแบบร้อนชื้น ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พายุดีเปรสชั่น แบ่งออกได้ 3 ฤดู คือ

 

ฤดูร้อน เดือนมีนาคม – เมษายน
ฤดูฝน เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม
ฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์


 9. ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม

 

                    ประชากร   ประชากรในเขตดำเนินการมีทั้งหมด  5 หมู่บ้าน  372  ครัวเรือน  1,894 คน เป็นชาย 974 คน  เป็นหญิง  920  คน ประกอบด้วยชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอ มูเซอ   การสร้างบ้านเรือนจะใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น การตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่ม มีผู้นำชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้าน  เป็นผู้ดำเนินการจัดระเบียบหมู่บ้าน  ประชากร ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และนับถือผีควบคู่กันไป

 

ชื่อหมู่บ้าน
เผ่า
ศาสนา
ครัวเรือน
ประชากร
ชาย
หญิง
รวม
1. เลาวู ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
ลีซอ
ผี คริสต์
93
224
228
470
2. แม่แตะู ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
ลีซอ
ผี คริสต์
64
181
160
341
3. ห้วยหญ้าไทร ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
มูเีซอ
ผี
30
58
47
105
4. ปางกลาง ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
ลีซอ
ผี คริสต์
57
174
163
337
5. ขุนคอง ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
ลีซอ
ผี คริสต์
128
319
322
641
รวม
372
974
920
1,894


                   ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก รองลงมาคืออาชีพรับจ้าง  ซึ่งอาจจะเป็นการรับจ้างภายในหมู่บ้านเดียวกัน หรือต่างหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างงานเกษตร และค้าขาย โดยมีอัตราส่วนของประชากร  ตามกลุ่มอาชีพตามลำดับดังนี้คือ เกษตรกรรม จำนวน 310 ครัวเรือน อัตราส่วน 83.33% รับจ้าง 50   ครัวเรือน อัตราส่วน 13.44%   และค้าขาย   10   ครัวเรือน อัตราส่วน 3.23% 


                    รายได้   จะมาจากการขายผลผลิตทางการเกษตร   สัตว์เลี้ยง  และการรับจ้าง  รายได้ต่อ  ครัวเรือนเฉลี่ย 25,727 บาทต่อปี


                    รายจ่าย  ส่วนมากจะใช้จ่ายในเรื่อง การอุปโภค-บริโภค  เครื่องนุ่งห่ม  ค่ารักษาพยาบาล รายจ่ายต่อครัวเรือนเฉลี่ย 15,634 บาทต่อปี


                    การศึกษา ประชากรในพื้นที่เป็นผู้ที่ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้  จำนวน 1,116คน หรือร้อยละ 56.4 ของประชากรทั้งหมดเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับประถม ป.1-6 หรือ 7 จำนวน 716 คน หรือร้อยละ 36.2 ระดับมัธยมศึกษาต้น จำนวน 107 คน หรือ ร้อยละ 5.4 ระดับมัธยมปลาย  จำนวน 32  คน  หรือร้อยละ 1.6  และระดับปริญญาตรี จำนวน 9 คน  หรือร้อยละ 0 .4


                     สถานศึกษาในพื้นที่มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ จำนวน 1 โรง คือ โรงเรียนพัฒนาต้นน้ำขุนคอง  นอกจากนี้  ยังมีการศึกษานอกระบบของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่เปิดโอกาสสำหรับบุคคลที่ไม่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนตามระบบการศึกษาภาคบังคับ ตลอดถึงบุคคลผู้ที่สนใจใฝ่รู้ทั่วไปอย่างทั่วถึงทุกหมู่บ้าน
                     สาธารณสุข  ในพื้นที่มีสถานีอนามัยเปิดบริการประชาชน จำนวน 1 แห่ง ที่หมู่บ้านขุนคอง  ส่วนด้านสาธารณสุขมูลฐานในครัวเรือนมีจำนวนครัวเรือนที่มีส้วมซึมใช้ จำนวน 127 ครัวเรือน   คิดเป็นร้อยละ 37.8 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 335  ครัวเรือน หมู่บ้านที่มีส้วมทุกครัวเรือนคือ     หมู่บ้านปางควาย  และหมู่บ้านที่มีส้วมซึมใช้น้อยที่สุดคือ  บ้านห้วยหญ้าไทร  คือมีเพียง  2  ครัวเรือน จากจำนวนครัวเรือน ทั้งหมด  28 ครัวเรือน 
 การวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรในพื้นที่โดยเฉพาะการคุมกำเนิด จากประชากรในพื้นที่ร้อยละ 55.7 หรือ 187 ครัวเรือน จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 335 ครัวเรือน ซึ่งในจำนวนนี้วิธีคุมกำเนิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการฉีดยาคุมกำเนิด และลำดับรองลงมาคือ การทำหมันถาวร การกินยาเม็ดคุมกำเนิดตามลำดับ

 

10.  ผลกระทบที่เกิดต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม


                    10.1 ผลกระทบที่เกิดต่อระบบนิเวศน์  เนื่องจากการดำรงชีวิตของชาวเขา   ส่วนใหญ่ขึ้นกับการทำการเกษตรกรรม  จึงมีพฤติกรรมในการดำรงชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย (Shifting  cultivation)ทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ป่าไม้โดยตรง เพราะเมื่อสภาพป่าไม้ถูกทำลายเปลี่ยนสภาพกลายเป็นไร่เลื่อนลอย เมื่อฝนตกลงมาจะเกิดการชะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไหลลงไปเป็นตะกอนทับถมกันอยู่ตามลำห้วยและในแม่น้ำในที่สุด ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรของชาวเขาในพื้นที่มีความลาดชันสูงจะสามารถปลูกได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ  ประมาณ  2 – 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยน     โยกย้ายพื้นที่ไปใช้พื้นที่ใหม่ แล้วทิ้งพื้นที่เดิมไว้ให้วัชพืชขึ้น        ปกคลุม ซึ่งถ้าสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างใหญ่แล้วการที่จะทำให้สภาพพื้นที่ดังกล่าวเกิดการทดแทนโดยวิธีธรรมชาติให้กลับคืนฟื้นสู่สภาพป่าที่สมบูรณ์นั้นย่อมเป็นไปได้ยาก หรือแทบจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลย ทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพ     สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ป่าไม้


                      10.2 ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ  เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากภายหลังที่ทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายลงจากการทำไร่เลื่อนลอย ทำให้สภาพอากาศปรวนแปรเปลี่ยนแปลงผิดฤดูกาล ส่งผลให้เกิดอุทกภัย     กัดเซาะดินและพัดพาเอาตะกอนไหลไปทับถมเหนือเขื่อน ทำให้พื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์การเพิ่ม ผลผลิตต้องใช้ต้นทุนสูง เป็นสาเหตุให้รัฐบาลต้องทุ่มเทงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก


                      10.3  ผลกระทบด้านสังคม เนื่องจากการทำการเกษตรกรรมตกต่ำ รายได้ของประชาชนลดลง อันเป็นผลกระทบมาจากกการทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งเป็นสาเหตุให้สภาพอากาศปรวนแปร ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ประชากรในชนบทจึงอพยพโยกย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่มากขึ้น ชีวิตของสังคมในชนบทเกิดความแตกแยกและ   ล่มสลาย ประชาชนยากจนและบางส่วนติดยาเสพติด เช่น ฝิ่น เฮโรอีน และยาบ้า ทำให้เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอย่างมากมาย


 


 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 07 พ.ค. 51 เวลา 15:25:33 น.
จำนวนผู้เข้าชมหน้านี้: 2059 ท่าน